|
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(National Economic and Social Development Board NESDB)
ได้รายงานผลการวิเคราะห์สถานการณ์เป็นรายไตรมาส และประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2550 2551 และเสนอแนะประเด็นนโยบายการบริหารเศรษฐกิจมหภาค ดังนี้
(1) เศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 (Q1) ปี 2550 ขยายตัวร้อยละ 4.2 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 4.3 ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2549 ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวและหดตัวตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูง และการเร่งรัดการเบิกจ่ายของภาครัฐบาลช่วยชดเชยผลกระทบจากการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล
(2) เศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 (Q2) ขยายตัวร้อยละ 4.3 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกเล็กน้อย การขยายตัวของภาคการส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐบาลยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อุปสงค์ภายในประเทศยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัวต่ำกว่าไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนอยู่ในภาวะหดตัว แต่เริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส เสถียรภาพด้านราคาและดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง
(3) เศรษฐกิจไตรมาสที่ 3 (Q3) ขยายตัวร้อยละ 4.9 เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 4.2 ในไตรมาสแรกและร้อยละ 4.3 ในไตรมาสที่สองการใช้จ่ายภาคเอกชนขยายตัวในอัตราสูงขึ้นเป็นร้อยละ 1.9 จากร้อยละ 0.8 ในไตรมาสที่สอง การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 1.1 หลังจากหดตัวในช่วงครึ่งปีแรก การส่งออกที่ขยายตัวในเกณฑ์ดีและการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
(4) เศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 (Q4) ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี โดยมีปัจจัยที่จะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจหลายด้านประกอบด้วยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยต่ำลง การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลและงบลงทุนรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งออกที่คาดว่าจะยังขยายตัวได้ในเกณฑ์ดี
(5) เศรษฐกิจโดยรวมทั้งปี 2550 คาดว่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4.5 จากการขยายตัวร้อยละ 4.5 ใน 3 ไตรมาสแรก และแนวโน้มในไตรมาสสุดท้ายที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี การส่งออกจะยังคงเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ในขณะที่การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปี (2H) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี จะเท่ากับร้อยละ 2.3 ดุลบัญชีสะพัดเกินดุลร้อยละ 4.9 ของ GDP และอัตราการว่างงานจะอยู่ในระดับต่ำร้อยละ 1.5
(6) เศรษฐกิจไทยในปี 2551 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.0 5.0 โดยยังมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่สูงและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่า จะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ การว่างงานอยู่ในระดับต่ำร้อยละ 1.5 การดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล และความชัดเจนทางการเมือง จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนปรับตัวดีขึ้น การปรับตัวที่ดีขึ้นของอุปสงค์ภายในประเทศ จะช่วยชดเชยผลกระทบจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก ดังนั้น การขยายตัวของเศรษฐกิจจะมีลักษณะที่สมดุลมากขึ้น อย่างไรก็ตามแรงกดดันจากต้นทุนราคาน้ำมันคาดว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 3.0 3.5 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกิดดุลร้อยละ 3.6 ของ GDP
สคช. ได้เสนอแนะมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้นที่ต้องเร่งรัดดำเนินการในเรื่องหลัก ได้แก่
(1) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2550 ของภาครัฐให้ได้ตามเป้าหมาย (2) การกำกับดูแลให้สามารถจัดทำ พรบ.งบประมาณประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2551 ได้ตามกำหนด (3) การสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคการลงทุนโดยเฉพาะการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของการลงทุนของภาคเอกชน และ
(4) การสร้างความมั่นใจในบรรยากาศเศรษฐกิจ และการเมือง
ในไตรมาสที่ 2 สคช. ได้นำเสนอมาตรการที่ต้องเร่งรัดเพิ่มเติมที่สำคัญ ได้แก่
(1) การเร่งรัดการเตรียมเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2551 ของภาครัฐให้มีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันทีเมื่อเริ่มปีงบประมาณในช่วงเดือนตุลาคม (2) การส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้การชะลอตัวของอุปสงค์ภาคเอกชน และ (3) การเร่งรัดการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของการลงทุนของภาคเอกชน (4) การสร้างความมั่นใจในบรรยากาศเศรษฐกิจและการเมือง มีส่วนสำคัญในการช่วยให้อุปสงค์ภาคเอกชน มีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2550
(ที่มา: รายงานประจำปี 2550 สศช.)
|